แม่ผู้ยอม ปล่อยมือลูก เพราะรัก กับ 44 ปีแห่งการรอคอยของเธอ สงครามที่พลัดพรากพวกเธอ

โดย: Nabi / 16 พฤศจิกายน 2562 - 20:10

เรื่องราวของ "เหงียน ธิ เด็พ" (Nguyen Thi Dep) หญิงสาวชาวเวียดนาม ทำงานเป็นแม่บ้านในฐานทัพอเมริกันที่เมืองลองบินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อครั้งที่เกิดสงครามทางเวียดนามเธอจำต้องปล่อยดวงใจอันเป็นที่รักให้จากไป กับ "ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์" (Operation Babylift) ซึ่งเป็นการอพยพเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เวียดนาม และเด็กกำพร้าประมาณ 3,000 คนไปอยู่ที่สหรัฐฯ

เรื่องราวดังกล่าวของ "เหงียน ธิ เด็พ" ทางเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง Poetry of Bitch ได้ติดตามเรื่องราวและสรุปข้อมูลให้เราได้ฟังว่า แม่ผู้ยอม ‘ปล่อยมือ’ ลูกเพราะรักกับ 44 ปีแห่งการรอคอยของเธอ

ตอนที่ 1 เด็พ: ความรักของแม่

1- ปี พ.ศ. 2511 "เหงียน ธิ เด็พ" (Nguyen Thi Dep) หญิงสาวชาวเวียดนาม ทำงานเป็นแม่บ้านในฐานทัพอเมริกันที่เมืองลองบินห์ ประเทศเวียดนาม ความที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี ทำให้เธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นโอเปอเรเตอร์

2- ต่อมาเด็พ (เด็พ แปลว่าสวย) พบรักกับทหารอเมริกันหนุ่มชื่อว่า "โจ" หลังคบกันได้ 3 ปี เด็พก็ตั้งท้อง เป็นเวลาเดียวกับที่โจถูกเรียกตัวกลับสหรัฐฯ

3- เนื่องจากการสื่อสารที่ยากลำบากในขณะนั้น ประกอบกับอยู่ในสภาวะสงคราม (สงครามเวียดนาม) ทำให้ในที่สุดเด็พกับโจก็ขาดการติดต่อกันไป

4- ในปี 2515 เด็พคลอดลูกตามลำพัง เธอตั้งชื่อให้ลูกสาวว่า "เหงียน ธิ เฟือง ไม" (Nguyen Thi Phuong Mai) เธอเลี้ยงลูกด้วยความยากลำบากท่ามกลางสงคราม กระทั่งเฟืองไมอายุได้ 3 ขวบ

5- เมื่อสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี 2518 สหรัฐฯ ได้ตั้ง "ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์" (Operation Babylift) ขึ้น เพื่ออพยพเด็กลูกครึ่งอเมริกัน-เวียดนาม และเด็กกำพร้าประมาณ 3,000 คนไปอยู่ที่สหรัฐฯ เนื่องจากเกรงว่าเด็ก ๆ จะไม่ได้รับความปลอดภัย

6- เด็พถูกญาติ ๆ โน้มน้าวให้ส่งลูกไปกับปฏิบัติการนี้เพื่อให้ลูกได้มีชีวิตที่ดี ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ และได้มีการศึกษา เพราะแทบมองไม่เห็นอนาคตในเวียดนาม ณ เวลานั้น ทุกคนเชื่อว่าเมื่อส่งตัวเฟืองไมไปแล้ว สักวันก็จะได้กลับมาเจอกันอีก

7- เป็นการตัดสินใจที่ช่างยากลำบาก เธอจะไม่ได้เจอลูกนานหลายปี แต่ลูกจะปลอดภัยและมีชีวิตที่ดี ในที่สุดเด็พก็ตัดสินใจส่งเฟืองไมไปกับปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์

8- ก่อนถูกส่งตัวไปสหรัฐฯ เด็ก ๆ ในโครงการจะถูกนำมาอยู่รวมกันที่เนิร์สเซอรี่แห่งหนึ่งในเวียดนาม เด็พไปหาเฟืองไมที่นั่นและพาลูกออกมาเดินเล่น ใช้เวลาวันสุดท้ายด้วยกันอย่างมีความสุข

9- เมื่อเด็พพาเฟืองไมไปส่งที่เนิร์สเซอรี่ เด็กหญิงถามแม่ด้วยความไร้เดียงสาว่า "ทำไมแม่พาหนูกลับมาที่นี่ ทำไมไม่พาหนูไปบ้านกับแม่"

10- เด็พกลั้นร้องไห้ต่อหน้าลูก แต่ข้างในนั้นแตกสลาย เธอโกหกลูกว่าไปห้องน้ำ ได้ยินเสียงลูกกรีดร้องว่า "แม่จ๋า ๆ อย่าทิ้งหนูไป" เสียงของลูกบาดลึกเข้าไปในหัวใจ

11- เด็พไม่เคยลืมช่วงเวลาที่ปวดร้าวนั้น และจำได้เสมอว่า ครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นหน้าลูก คือวันที่ 26 เมษายน 2518 เวลา 15.30 น. ตอนนั้นเฟืองไมอายุ 3 ขวบ และตัวเธอเองอายุ 26 ปี

12- หลังส่งตัวลูกสาวไปแล้ว เด็พรู้สึกว่าเธอตัดสินใจผิดครั้งใหญ่หลวง เพราะเธอไม่สามารถติดต่อลูกได้อีกเลย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าลูกไปอยู่เมืองไหน อยู่กับใคร หรือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

13- เด็พเขียนจดหมายไปหาโจที่บ้านให้ช่วยตามหาลูก แต่จดหมายถูกตีกลับเพราะโจย้ายบ้านไปแล้ว

14- เด็พไม่ยอมแต่งงานใหม่หลังจากนั้น เธอรอด้วยความหวังว่าสักวันเฟืองไมอาจกลับมาเวียดนาม และหากมีอะไรที่เป็นความหวังแม้เพียงริบหรี่ว่าจะทำให้เธอได้เจอกับลูก เธอจะทำทันที

15- ปี 2562 เด็พอายุ 70 ปี แล้ว แต่ไม่เคยเลิกตามหาลูก เธอหวังเพียงว่า ก่อนตายจะได้เห็นหน้าลูกสักครั้ง ขอเพียงแค่ได้รู้ว่าลูกอยู่สุขสบายดี และแม่ไม่ได้ตัดสินใจผิดในวันนั้น เท่านี้เธอก็ตายตาหลับแล้ว

ตอนที่ 2 สมอลล์: ผลผลิตจากความรักของแม่

16- "ลีห์ โบห์ตัน สมอลล์" (Leigh Boughton Small) อายุ 47 จากรัฐเมน สหรัฐอเมริกา เธอมีชีวิตที่ดีและมีครอบครัวที่อบอุ่นกับสามีและลูกวัยรุ่นอีก 3 คน

17- สมอลล์คือเด็ก 1 ใน 3,000 คน จากปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์เมื่อปี 2518 ใช่แล้ว...เธอคือเฟืองไมนั่นเอง

18- สมอลล์บอกว่าเธอไม่เคยเห็นรูปถ่ายของตัวเองก่อนอายุ 3 ขวบเลย ความทรงจำที่แจ่มชัดของเธอเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอได้กลายเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวอเมริกันครอบครัวหนึ่งในนิวเจอร์ซีย์

19- แต่สมอลล์ก็ยังจำได้อย่างเลือนลางว่า เธอถูกเลี้ยงดูมาโดยแม่อีกคนหนึ่งที่มอบความรักให้เธออย่างเปี่ยมล้น และเธอยังทราบจากพ่อแม่บุญธรรมว่า แม่ผู้ให้กำเนิดเธอยอมยกเธอให้คนอื่นเพราะความรัก

20- ปี 2555 สมอลล์อยากรู้เรื่องของตัวเองในอดีตให้มากกว่านี้ จึงไปตรวจดีเอ็นเอและพบว่าเธอมีเลือดเวียดนามอยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง

21- จากนั้นสมอลล์ได้ส่งข้อมูลดีเอ็นเอของตัวเองให้กับเว็บไซต์ Ancestry.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับช่วยตามหาครอบครัวและญาติตามข้อมูลดีเอ็นเอ

22- กันยายน 2562 สมอลล์ได้รับอีเมล์จากผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง ติดต่อผ่านเว็บไซต์ Ancesty มา และแนะนำตัวว่า "ดีเอ็นเอระบุว่าเราสองคนเป็นพี่น้องต่างแม่กัน พ่อของเราชื่อโจ พ่อเสียชีวิตเมื่อปี 2554"

23- น้องสาวต่างแม่เล่าต่อว่า "เมื่อพ่อเสียชีวิตลง มีการพิมพ์หนังสืออนุสรณ์งานศพให้กับพ่อในฐานะอดีตทหารผ่านศึก จากนั้นชายคนหนึ่งที่เพิ่งกลับจากเวียดนาม มาพบหนังสือดังกล่าวเข้า เขาติดต่อมาและบอกฉันว่า หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งกำลังตามหาลูกสาวที่เกิดกับพ่อ

เมื่อฉันมาพบพี่ในเว็บไซต์นี้ ฉันเข้าใจว่าผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นแม่ของพี่"

ตอนที่ 3 สิ้นสุด 44 ปีแห่งการรอคอย

24- หลังจากนั้นเพียงวันเดียว ด้วยอานุภาพของเทคโนโลยีการสื่อสาร สมอลล์ก็ได้วิดีโอคอลคุยกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอที่อยู่อีกฟากโลก

25- สิ่งแรกที่เด็พพูดกับลูกสาวของเธอคือ "ลูกมีชีวิตที่ดีหรือเปล่า ลูกสุขสบายดีใช่มั้ย" สมอลล์ตอบแม่ว่า "ค่ะแม่ หนูมีชีวิตที่ดีมากตามที่แม่ตั้งใจ”

26- เด็พยังบอกลูกด้วยว่า "แม่รักลูกนะ แต่ที่แม่ปล่อยลูกไปเพราะแม่อยากให้ลูกมีชีวิตรอดปลอดภัย ลูกเข้าใจแม่ใช่ไหม?”

“แม่อยากให้ลูกรู้ไว้อย่างหนึ่งว่า แม่รักลูกเสมอ และแม่ไม่เคยต้องการสิ่งใดจากลูก ขอแค่ลูกรู้ว่าทุกอย่างที่แม่ทำลงไป เพราะแม่รักลูกเท่านั้นก็พอ"

27- สมอลล์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เธอไม่เคยโกรธแม่เลย ความรู้สึกที่เธอมีต่อแม่ มีแต่รักและเคารพเท่านั้น เธอคิดเสมอว่าวันนั้นแม่จะเจ็บปวดเพียงใดที่ต้องปล่อยมือจากลูก เพื่อให้ลูกได้มีชีวิตที่ดี

28- ตอนนี้สมอลล์และครอบครัวของเธอกำลังเตรียมตัวบินไปเยี่ยมเด็พที่เวียดนามกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ สิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานของแม่คนหนึ่งแล้ว

สงครามเวียดนาม หรือ สงครามอินโดจีนครั้งที่สอง หรือที่ชาวเวียดนามรู้จักกันในชื่อ สงครามอเมริกา เป็นสงครามตัวแทนสมัยสงครามเย็นที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ลาวและกัมพูชาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2498 กระทั่งกรุงไซ่ง่อนแตกเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 สงครามเวียดนามนี้เกิดขึ้นหลังสงครามอินโดจีนครั้งที่หนึ่ง และมีเวียดนามเหนือซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน สหภาพโซเวียตและพันธมิตรคอมมิวนิสต์อื่นเป็นคู่สงครามฝ่ายหนึ่ง กับรัฐบาลเวียดนามใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและประเทศที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อื่นเป็นคู่สงครามอีกฝ่ายหนึ่งเวียดกง (หรือ แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ) เป็นแนวร่วมประชาชนคอมมิวนิสต์

เวียดนามใต้ที่ติดอาวุธเบาซึ่งมีเวียดนามเหนือสั่งการ สู้รบในสงครามกองโจรต่อกำลังต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค กองทัพประชาชนเวียดนาม (กองทัพเวียดนามเหนือ) ต่อสู้ในสงครามตามแบบมากกว่า และบางครั้งส่งหน่วยขนาดใหญ่เข้าสู่ยุทธการ เมื่อสงครามดำเนินไป ส่วนการต่อสู้ของเวียดกงลดลงขณะที่บทบาทของกองทัพประชาชนเวียดนามเพิ่มขึ้น กำลังสหรัฐและเวียดนามใต้อาศัยความเป็นเจ้าเวหาและอำนาจการยิงที่เหนือกว่าเพื่อดำเนินปฏิบัติการค้นหาและทำลาย ซึ่งรวมถึงกำลังภาคพื้นดิน ปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ ตลอดห้วงสงคราม สหรัฐดำเนินการทัพทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ขนานใหญ่ต่อเวียดนามเหนือ และต่อมาน่านฟ้าเวียดนามเหนือกลายเป็นน่านฟ้าที่มีการป้องกันหนาแน่นที่สุดในโลก

"ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์" (Operation Babylift)เกิดขึ้นตอนที่กองทัพเวียดนามเหนือ กำลังเคลื่อนทัพเข้าล้อมกรุงไซ่ง่อน หลังจากมีข่าวว่า เมืองซวนลอก เมืองหน้าด้านสุดท้ายถูกข้าศึกตีแตกตอนวันที่ 26 เมษา อเมริกาขอสภาอนุมัติงบฉุกเฉินเพื่อภารกิจขนย้ายเด็กลูกครึ่ง เนื่องจากเด็กพวกนี้เป็นชาวอเมริกันโดยสายเลือดถึงแม้มารดาของเด็กหลายคนไม่ได้ยื่นสัญชาติอเมริกันให้เด็ก อเมริกากลัวว่าถ้าประเทศเวียดนามใต้ล่มสลาย คอมมิวนิสต์จากเวียดนามเหนือจะไม่คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กพวกนี้ เพราะเป็นลูกของข้าศึก

"ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์" (Operation Babylift) เป็นการอพยพเด็กจากภาคใต้เวียดนามไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ (รวมทั้งออสเตรเลีย , ฝรั่งเศส , เยอรมนีตะวันตกและแคนาดา ) โดยมีเด็กกว่า 3,300 คนได้อพยพออกไปแม้ว่าจำนวนที่แท้จริงนั้นได้รับการรายงานอย่างหลากหลาย ทั้งนี้เด็กกว่าหลายพันคนถูกอพยพไปโดยทางอากาศ และได้รับการอุปถัมภ์จากครอบครัวทั่วโลก

ขอบคุณข้อมูลและภาพของNguyen Thi Dep จาก Poetry of Bitch

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Operation Babylift By wikipedia

เรื่องเด่นวันนี้
เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น