ศาลฎีกายืนคุก 2 ปี สุรพงษ์ คดีออกพาสปอร์ต ให้ นายทักษิณ

โดย: Nabi / 10 ตุลาคม 2562 - 18:10

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายืนโทษจำคุก "สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมิชอบ 2 ปี โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

วันที่ 10 ต.ค. เวลา 12.00 น. ทีมข่าวเวิร์คพอยท์ รายงานว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษา (ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.3/2561 หมายเลขแดงที่ อม.อธ.4/2562 ระหว่างอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรณีที่จำเลยสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสือเดินทางให้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีคำพิพากษาในสาระสำคัญ ว่า การแจ้งข้อกล่าวหา และไต่สวนคดีนี้ชอบแล้ว นายทักษิณ ถูกศาลพิพากษาจำคุก และถูกออกหมายจับในคดีร้ายแรงอีกหลายคดี การปลดชื่อ นายทักษิณออกจากบัญชีรายชื่อที่ต้องตรวจสอบก่อนออกหนังสือเดินทางที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ และออกหนังสือให้นายทักษิณ จึงไม่ถูกต้อง การที่จำเลยเกษียณสั่งในบันทึกทันทีและเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการในวันเดียวกัน เชื่อว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นในการออกหนังสือเดินทางนี้มาตั้งแต่ต้น จำเลยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวง มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการในกระทรวงได้

ประกอบกับตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีสามารถมอบนโยบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏิบัติ รัฐมนตรีจึงเป็นเจ้าพนักงาน มีส่วนเกี่ยวในหน้าที่ดังกล่าว และหากการกระทำนั้นเป็นไปโดยมีเจตนาที่จะทำผิดต่อกฎหมายโดยตรงแล้ว ผู้สั่งการก็ย่อมจะต้องรับผิดด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามฟ้อง

ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์เสียงข้างมาก เห็นว่า จำเลยเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างยาวนานหลายด้าน จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่จำเลยกลับมีพฤติการณ์ในการช่วยเหลือบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก อยู่ระหว่างการออกหมายจับมาเพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษา และยังมีคดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการพิจารณาอีกหลายคดี โดยจำเลยย่อมทราบดีว่าการที่นายทักษิณ ได้รับหนังสือเดินทางจะทำให้นายทักษิณสามารถหลบหนีตามติดตามจับกุมได้โดยสะดวก

อันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอย่างหนึ่ง ที่ศาลกำหนดโทษจำเลยให้จำคุก 2 ปี จึงนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งความผิดแล้ว แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สภาพความผิด ประกอบกับได้ความว่า หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 จำเลยมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคมะเร็ง ซึ่งโรคมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและช่องท้อง จำเลยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง อันเป็นพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุก แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก WorkpointNews

แสดงความคิดเห็น